Category: Best News

2 สามีภรรยาข้าราชการ ยอมเสียสละที่นั่งให้ 4 นักบิน

จากกรณีที่มีผู้โดยสารได้ร้องเรียน การบินไทย ของความล่าช้าของเที่ยวบินที่ ทีจี 971 เส้นทาง ซูริค – กรุงเทพฯ ที่ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2561 ถึงสาเหตุที่นักบินไม่ยอมนำเครื่องขึ้น เนื่องจาก 4นักบินที่จะโดยสาร (Deadhead pilot) ไม่ได้นั่งเฟิร์สคลาสตามต้องการ ทำให้ไม่ยอมนำเครื่องขึ้นปล่อยผู้โดยสารกว่า 300 คนนั่งรอ เครื่องดีเลย์กว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง จนสุดท้ายผู้โดยสารสามี-ภรรยาคู่หนึ่ง ต้องยอมสละที่นั่งที่จองไว้ล่วงหน้าให้เพื่อจบปัญหา และเดินทางกลับกรุงเทพฯ ล่าสุด จากเฟซบุ๊กของผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นผู้เสียสละที่นั่งให้กับนักบิน และได้เล่าเรื่องราว ในฐานะผู้ได้เสียสละและได้รับความเดือดร้อน ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูล พบว่าผู็โพสต์ เป็นรองศาสตราจารย์อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนผู้ที่ได้รับความเดือดรัอนอีกคนเป็นสามี คือ นายศักดิ์ดา พันธ์กล้า อดีตรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม   นายศักดิ์ดา พันธ์กล้า อดีตรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวตน และภรรยาเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อน ทั้งที่ทำการจองตั๋วและจ่ายค่าโดยสารในราคาสูงตามปกติ ไม่ได้ใช้สิทธิพิเศษใดๆ แต่กลับได้รับการปฏิบัติแบบนี้ก็รู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกว่าการกระทำแบบนี้เท่ากับเจ้าหน้าที่เองที่ทำลายองค์กร ทั้งที่ควรเป็นผู้ให้ และที่ผ่านมา แล ตน ได้เขียนจดหมายร้องเรียนไปด้วย โดยหลังจากที่เป็นกระแสเกิดขึ้น นายศักดิ์ดา กล่าวว่า เจ้าหน้าที่การบินไทยได้ติดต่อเข้ามา โดยแจ้งว่าจะเข้าหารือชี้แจง และขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้น และยังบอกด้วยว่าจะทำการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง รวมทั้งยังขอร้องว่าอย่าเพิ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อ เพราะเรื่องราวเริ่มขยายวงกว้าง ซึ่งก็ได้รับปากไป   ขณะที่สมาชิก ได้โพสต์ความเห็น และได้สรุปถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแบบง่ายๆ คือ 1. ผู้โดยสาร สามี ภรรยา ซื้อตั๋วมาเป็น Biz 2. กบท. ใช้เครื่องบินที่มีที่นั่งชั้น First ซึ่งกบท.ไม่ได้ขายตั๋ว First Class ในเส้นทางบินนี้ แต่เปิดให้ผู้โดยสารชั้น Biz เลือกไปนั่งที่นั่ง First ได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม (ตั๋วจะออกมาหน้าตั๋วเป็น Biz ตามเดิม อาหารบนเครื่องยังเป็นของชั้น Biz และ Lounge...

Read More

เมื่อเสียง “ระฆัง” ที่เคยร้อยรัดวัดและบ้าน เปลี่ยนเป็นคำประณามและก่นด่า

ในอดีตอันยาวนาน เสียงระฆังกังวานแว่วจากขอบเขตพัทธสีมาในช่วงเวลาใกล้รุ่ง เป็นเสียงที่เคยเกี่ยวร้อย “วิถีธรรม” และ “วิถีไทย” เข้าด้วยกันอย่างเหนียวแน่น สัญญานจากหอระฆังวัด นอกจากจะบอกโมงยามให้ชาวบ้านรู้เวลา สาวกแห่งพระพุทธองค์ยังใช้เป็นสัญญาณปลุกให้ภิกษุตื่นจากการจำวัดเพื่อปฏิบัติศาสนกิจ ส่วนพุทธศาสนิกชนใช้กังวานเสียงที่ชำแรกผ่านบ้านเรือนต่างนาฬิกาปลุกให้ลุกขึ้นจัดเตรียมข้าวปลาอาหารสำหรับใส่บาตรเป็นเสบียงบุญและค้ำจุนพระพุทธศาสนา เพื่อให้ศาสนากลับมาค้ำคูณสังคมให้ยึดโยงอยู่ในทางธรรม แต่เมื่อสังคมเติบโตทั้งระบบสาธารณูปโภคและเจริญด้วยวัตถุ วัดที่เคยหยั่งรากศาสนามานับหลาย 100 ปีในพื้นที่ที่เคยอยู่ กลายเป็น “วัดกลางเมือง” ที่ถูกโอบล้อมด้วยตึกสูง เสียงระฆังที่เคยเกี่ยวร้อยวัดและบ้านให้เกื้อหนุนกัน จึงกลับกลายเป็นเสียงน่ารำคาญหู ทะลุทะลวงทำลายโสตประสาทจนไม่อาจทนฟังอีกต่อไปได้ ที่สุดต้องร้องขอต่อผู้มีอำนาจให้หยุดเสียงที่ทำลายความสุขในช่วงเวลานอน   คติธรรม ความเชื่อ เรื่องระฆัง เสียงระฆังที่ดังไกลเพราะหอระฆังในวัดส่วนใหญ่เป็นหอสูง ก่อสร้างเป็นอาคารมียอดแหลมเหมือนเรือนยอด และมักจะตั้งอยู่ใกล้โบสถ์หรือวิหาร สถาปัตยกรรมที่ออกแบบผูกโยงกับคติทาง “ไตรภูมิกถา” หรือจักรวาลทัศน์ หอระฆังมีสถานะเป็นภูเขา หรือส่วนหนึ่งของสัตตบริภัณฑ์ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ โดยพระอุโบสถหรือวิหาร เปรียบดังเขาพระสุเมรุอันเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ส่วนเสียงของระฆัง ถูกตีความว่าหมายถึง ศาสนา หากไม่มีเสียงระฆังนั่นหมายความถึงไม่มีศาสนา วัดในพระพุทธศาสนา ฝ่ายเถรวาท จึงสร้างหอระฆังด้วยแนวคิดดังกล่าว ส่วนในพุทธศาสนา ฝ่ายมหายาน ใช้เสียงระฆังเป็นสัญญาณของจังหวะสวดมนต์ และใช้เสียงระฆังเป็นฐานของการฝึกสมาธิ ปัญญา ในอีกความหมายหนึ่ง เสียงระฆังหมายถึงสัญญาณชนะกิเลสที่เกิดจากการศึกษาและปฏิบัติธรรม   บ้าน วัด วัง อยู่ภายใต้ “ระฆัง” ใบเดียวกัน เรื่องของระฆังในวัดจึงผูกร้อยกับคติธรรมและความเชื่อทางศาสนาอย่างแนบแน่น มิใช่การส่งเสียงเหง่งหง่างตามเวลาโดยไร้ความหมายใด ๆ และหากย้อนมองกลับไปในอดีต “เสียงระฆัง” ไม่เพียงปรากฏอยู่ในวิถีและวัฒนธรรมของไทยแค่ใน “วัด” และ “บ้าน” พระราชประเพณีในรั้ว “วัง” เสียงระฆังก็ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ เพื่อแสดงความหมายในเชิงบวกด้วยเช่นกัน ดังครั้งเมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ในหัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรป เมื่อ พ.ศ.2440 ก็มีการตีระฆังถวายพระเกียรติ ในขณะที่เรือพระที่นั่งแล่นเข้าเทียบท่าราชวรดิษฐ์ หรือในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินของพระมหากษัตริย์ไทย ก็จะมีการย่ำหรือตีระฆังด้วยเช่นกัน   ในพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เสียงย่ำระฆังก็ถูกใช้แจ้งมงคลข่าวให้ประชาชนได้รับทราบ หลังจากมีการโปรดเกล้าฯ ในพระราชพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ สมเด็จพระสังฆราช(จารึกพระนามสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่ลงในแผ่นทองคำ) จะมีการย่ำระฆังครั้งแรก หลังพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชเสร็จสิ้นลง เสียงระฆังจะกังวานขึ้นอีกครั้ง โดยเริ่มจากระฆังในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว) ที่ว่ากันว่าเป็นระฆังที่มีเสียงหวานที่สุดในโลก และจะได้ยินเฉพาะเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญของบ้านเมืองเท่านั้น ก่อนที่วัดทั่วประเทศจะย่ำระฆังอย่างพร้อมเพรียงกัน เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่ เสียงระฆังจึงเป็นเส้นเสียงที่ร้อยรัดวิถีไทยเข้าด้วยกัน ขณะที่ทั้ง “บ้าน วัด วัง” ต่างมีความเชื่อในวิถีธรรมผ่านเสียงระฆังไม่ต่างกัน “วิถีไทย-วิถีธรรม” กลางเมืองกรุง เมื่อการย่ำระฆังคือธรรมเนียม ประเพณี ที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมา จึงควรถูกคุ้มครองด้วย “กฎบัตรประเทศไทยว่าด้วยการบริหารจัดการแหล่งมรดกวัฒนธรรม” โดย สมาคมอิโคโมสไทย (ICOMOS Thailand) ซึ่งระบุว่า “แม้กฎบัตร ไม่ใช่กฎหมาย แต่มีความสำคัญในการใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของชาติให้กับทุกภาคส่วน อย่างน้อยที่สุดหน่วยงานของรัฐควรใช้เป็นแนวทางในการอ้างอิง เพื่อประโยชน์ในการปกปักรักษามรดกวัฒนธรรมของชาติ และสนับสนุนการดำเนินงานโดยภาคประชาชน” คำถามที่ควรถูกทบทวนเพื่อให้ได้คำตอบที่แท้จริงของต้นเหตุแห่งความรำคาญเสียงระฆัง คือเสียงที่ดังจนเกินทน หรือคือสายสัมพันธ์ที่พันเกี่ยวระหว่าง “วิถีไทย” และ “วิถีธรรม” ที่ใกล้ขาดสะบั้นลง...

Read More
  • 1
  • 2

กระทู้เว็บบอร์ด ล่าสุด

คอมเม้นเว็บบอร์ด ล่าสุด

June 2019
M T W T F S S
« Dec    
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930