Category: Food

9 อาหารมีประโยชน์ ช่วยบำรุงสมอง-ร่างกายให้พร้อมทำงานตลอดทั้งวัน

เรื่องของสุขภาพร่ายกาย ถือเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เพราะในแต่ละวันต้องใช้พลังงานในการทำอะไรหลายๆอย่าง เพราะฉะนั้นอาหารที่ทานในแต่ละวันควรมีประโยชน์ต่อร่างกาย เราจึงควรหันมารักสุขภาพ ทานอาหารที่มีประโยชน์กันดีกว่า !! 1. ส้ม เป็นผลไม้ให้วิตามิน C สูง จะช่วยในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว และภูมิต้านทานโรค ทั้งยังมีไฟเบอร์สูงช่วยระบบขับถ่ายและเสริมสร้างคอลลาเจนในผิวด้วย 2. คะน้า มีสารเบต้าแคโรทีนสูง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่างๆ ได้ดี มีวิตามินที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและแคลเซียมที่ดูแลกระดูกให้แข็งแรงด้วย 3. บร็อคโคลี่ แหล่งวิตามินซี เอ และเค ทั้งยังมีเบต้าแคโรทีนสูง จะช่วยในการบำรุงสายตา มีสารไอโซธิโอไซยาเนทส์ (Isothiocyanates) ที่ช่วยต้านมะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และวิตามินเคที่ช่วยเสริมแข็งแรงของกระดูกอีกด้วย 4. มันเทศ ที่อุดมไปด้วยเบตาแคโรทีน ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน บำรุงสายตา ทำให้ตับอ่อนแข็งแรง มีสารต้านอนุมูลอิสระ และยังมีวิตามินบี 5 บี 6 ที่ช่วงในการลดน้ำหนักโดยตรง วิตามินซี ทำให้ผิวสวย และที่สำคัญคือ มันเทศมีสารต้านมะเร็งสูง 5. ปลา นอกจากให้โปรตีนสูง ยังมีโอเมก้า 3 ที่ช่วยในการทำงานของสมอง ตับ ระบบประสาทเกี่ยวกับการเรียนรู้ และยังช่วยลดคอเลสเตอรอลลง ซึ่งปลาที่มีโอเมก้าสูงได้แก่ ปลาทะเลอย่างแซลมอน แม็คเคอเรล ทูน่า รวมทั้งปลาน้ำจืดอย่างปลาสวาย เป็นต้น 6. ไข่ไก่ ซึ่งมีโปรตีนสูง ทำให้คุณได้พลังงานแต่ไม่อ้วน ไข่ไก่ถือว่าเป็นสุดยอดอาหารที่หาได้ง่าย ราคาประหยัด และยังสามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายอีกด้วย 7. ถั่วทุกชนิด จะให้โปรตีนที่สูงและยังเป็นแหล่งของธาตุเหล็ก ซึ่งในถั่ว 1 ถ้วย จะให้ธาตุเหล็กที่สูงถึง 16 มิลลิกรัม และยังมีไฟเบอร์ช่วยระบบขับถ่ายทำงานได้ดีอีกด้วย 8. โยเกิร์ต จะมีสารที่มีประโยชน์เยอะมากไม่ว่าจะเป็น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี วิตามินบี 12 และโปรตีน ซึ่งเราควรทานโยเกิร์ตให้ได้วันละ 1 ถ้วย ระบบต่างๆในร่างกายจะทำงานได้ดีขึ้น 9. ชา จะมีสารฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ที่ดีต่อระบบทำงานในร่างกาย...

Read More

10 สัญญาณอันตราย ของโรค “เบาหวาน”

โรคเบาหวาน เป็นโรคที่ใครๆ ก็รู้จัก และส่วนมากจะเข้าใจกันเป็นที่เรียบร้อยว่า สาเหตุมาจาก พฤติกรรมการกินอาหารที่มีรสหวาน หรือรสจัดมากเกินไป รวมไปถึงแป้งต่างๆ และมีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้นหากครอบครัวมีประวัติเคยเป็นโรคเบาหวานมาก่อน แต่สิ่งที่อีกหลายๆ คนไม่ทราบ คือ สัญญาณอันตรายที่จะเตือนภัยกับเราว่า เรากำลังจะเป็น โรคเบาหวาน แล้ว อาการเป็นอย่างไร มีวิธีสังเกตได้อย่างไร ไปดูกันเลย เริ่มทำความรู้จัก โรคเบาหวาน โรคเบาหวาน เป็นภาวะที่ในกระแสเลือดมีระดับน้ำตาลสูงกว่าปกติ อันเนื่องมาจากการ ขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือประสิทธิภาพในการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินลดลง เป็นเหตุให้น้ำระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหากปล่อยไว้เป็นเวลานานก็จะทำให้ร่างกายเกิดภาวะโรคแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ ได้ง่าย อาทิ ตา ไต รวมไปถึงระบบประสาท ส่วนใหญ่อาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้น ร่างกายจะทำปฏิกิริยา เปลี่ยนอาหารให้เป็นน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงาน การเจาะเลือดเซลล์ในตับอ่อนที่มีชื่อว่า เบต้าเซลล์ จะเป็นตัวสร้างอินซูลิน โดยที่อินซูลินจะเป็นตัวนำน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์เพื่อนำมาใช้เป็นพลังงาน ความสำคัญของ อินซูลิน ต่อร่างกาย อย่างที่บอกไปในตอนแรกที่เริ่มทำความรู้จักกับ โรคเบาหวาน ว่า อินซูลิน นั้น เป็นฮอร์โมนตัวหนึ่งที่สำคัญภายในร่างกาย สร้างและหลั่งออกมาจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อน มีหน้าที่พาน้ำตากลูโคสเข้าสู่เนื้อเยื้อส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อเผาผลาญและเป็นพลังงาน ที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิต หากร่างกายขาดอินซูลิน หรืออินซูลินนั้นออกฤทธิ์ได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ร่างกายก็จะใช้การไม่ได้ เป็นเหตุให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีเพิ่มสูงขึ้นจนเกิดเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งนอกจากจะมีความผิดปกติในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตแล้ว ก็ยังมีความผิดปกติในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น มีการสลายตัวของสารไขมันและโปรตีนร่วม โรคเบาหวานเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยปกติแล้ว การเกิดโรคเบาหวานนั้นจะมีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนที่ถูกสร้างมาจากตับ คือ ฮอร์โมนอินซูลิน โดยที่ฮอร์โมนตัวนี้จะเป็นตัวนำน้ำตาลกลูโคสจากเลือดเข้าไปสู่เซลล์ต่างๆ ภายในอวัยวะทั่วร่างกาย อาทิ สมอง , ตับ , ไต , หัวใจ เพื่อให้เซลล์นั้นนำกลูโคส ไปใช้เป็นพลังงานในการทำงาน แต่หากกระบวนการสร้างฮอร์โมนอินซูลินเกิดมีความผิดปกติ ตับสร้างอินซูลินได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น หรือเกิดความผิดปกติบางอย่างที่ทำให้เซลล์ ไม่สามารถนำกลูโคสไปใช้ได้ ถึงแม้ว่าตับจะสร้างฮอร์โมนได้ในระดับปกติ หรือที่เรียกกันว่า เซลล์ดื้อต่ออินซูลิน เมื่อความผิดปกติทั้ง 2 อย่างเกิดขึ้น ก็จะทำให้น้ำตาลคั่งในเลือดในจำนวนที่มาก ทำให้ความผิดปกตินั้นเกิดขึ้นลุกลามจนกลายเป็น โรคเบาหวาน ในที่สุด ทั้งนี้ ถึงแม้เราจะรู้ว่าโรคเบาหวานเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดความผิดปกติของกระบวนการใดในร่างกาย แต่สาเหตุของการเกิดก็ยังไม่ถูกระบุแน่ชัด แต่จากการศึกษาพบว่ามันเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างซับซ้อน...

Read More

10 อาหารที่ควรทาน เพื่อลดความดันโลหิตสูง

ทราบไหมคะว่า ยิ่งอายุมากขึ้น ก็ยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นความดันโลหิตสูง เพราะนอกจากร่างกายเราจะรับประทานอาหารอร่อยๆ เข้าไปเหมือนเดิม โดยที่ร่างกายเราเผาผลาญพลังงานได้น้อยลง จนไขมันสะสมในร่างกายตามส่วนต่างๆ (ที่ทุกคนน่าจะทราบกันดีว่าส่วนไหนบ้าง ยิ่งเวลาใส่ชุดเดิมๆ ไม่ได้จะทราบทันที) ยิ่งไปกว่านั้น อาหารที่มีขายในท้องตลาดก็ถือว่าไม่ถูกหลักโภชนาการเสียทีเดียว วันนี้เราจึงขอแนะนำอาหารที่ผู้ที่เสี่ยงต่อการมีความดันโลหิตสูง (หรือคนที่ท้วมๆ อ้วนๆ นี่แหละ) ควรทาน และควรเลี่ยงกันค่ะ 10 อาหารที่ควรทาน เพื่อลดความดันโลหิตสูง 1. แตงโม ควบคุมการไหลเวียนของโลหิต และควบคุมการขยายตัวของเส้นเลือด 2. ขึ้นฉ่าย ช่วยลดความเครียดที่ก่อให้เกิดปัญหาเส้นเลือดอุดตัน 3. กล้วย ช่วยสร้างสมดุลให้ร่างกายได้รับปริมาณโซเดียม และโพแทสเซียมในอัตราที่สมดุลกับการทำงานของไต 4. น้ำมันมะกอก เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว ช่วยลดความดัน คอเลสเตอรอล ทำให้เลือดไหลเวียนสะดวก 5. กระเทียม มีสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันไม่ให้คอเลสเตอรอลเกาะตามผนังหลอดเลือดแดง 6. ข้าวกล้อง แหล่งพลังงานและใยอาหารที่ดี มีประโยชน์ 7. งาดำ งาขาว มีโปรตีนที่ดี ไม่มีไขมัน 8. ถั่ว เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดทานตะวัน มีแมกนีเซียม ช่วยในการเผาผลาญไขมัน 9. ปลา (ลอกหนังออก) หอย มีโปรตีนที่ดี ไขมันต่ำ และแมกนีเซียม ให้พลังงานและช่วยทำให้หลอดเลือดหัวใจแข็งแรง 10. นมจืดไขมันต่ำ เป็นแหล่งโปรตีน แคลเซียมที่ช่วยดูแลกระดูก 10 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง เพื่อป้องกันความดันโลหิตสูง คืออาหารที่มีรสเค็ม หวานจัด หรือมีปริมาณโซเดียม และไขมันที่ไม่ดีสูง เช่น 1. น้ำปลา ซีอิ้ว ซอสปรุงรสต่างๆ 2. เต้าเจี้ยว 3. ผักดอง และอาหารดองต่างๆ 4. อาหารแช่แข็ง มักมีปริมาณโซเดียม หรือรสเค็มสูง 5. น้ำอัดลม 6. ลูกอม เยลลี่ ขนมกรุบกรอบรสหวาน 7. มันหมู มันเนื้อ...

Read More

“อาหารแช่แข็ง” ไม่ได้อันตรายร้ายแรงขนาดนั้น

ปัจจุบันเราใช้ชีวิตประจำวันด้วยความเร่งรีบ ทั้งการทำงาน การเดินทาง ทำให้ผู้คนไม่ค่อยมีเวลาทำอาหารด้วยตัวเองมากนัก “อาหารแช่แข็ง” จึงเป็นทางเลือกที่หลายคนนิยมนำมากินกัน แต่หลายคนก็บอกว่าอาหารแช่แข็งเป็นอันตรายต่อร่างกาย ไม่ควรกิน วันนี้เรามาหาคำตอบกันว่า  อาหารแช่แข็ง นั้นอันตรายต่อสุขภาพมากขนาดนั้นหรือไม่ อาหารแช่แข็ง ไม่ได้ทำให้คุณค่าและโภชนาการลดน้อยลงเหมือนที่ใครคิด ถ้าหากการแช่แข็งนั้นทำได้มาตรฐานและถูกวิธี ก็จะสามารถคงคุณค่าอาหารได้มาก โดยเฉพาะผลไม้ที่เมื่อนำมาแช่แข็ง มักจะคงสารอาหารได้อย่างครบถ้วน เนื่องจากผลไม้จะถูกเก็บตอนที่สุกตามธรรมชาติแล้ว หลังจากนั้นจะนำเข้าสู่กระบวนการแช่แข็งทันที และหากกระบวนการแช่แข็งทำภายใน 2 – 3 ชั่วโมง หลังจากเก็บ ก็จะช่วยป้องกันการสูญเสียโภชนาการได้มากทีเดียว     การแช่แข็งเป็นการแปรรูปอาหารเพื่อถนอมอาหารอย่างหนึ่ง โดยการลดอุณหภูมิของอาหารให้ต่ำกว่า -18 องศาเซลเซียส หรือ 0 องศาฟาเรนไฮต์ เพื่อคงความสดและรสชาติของอาหารไว้ให้ยาวนานมากยิ่งขึ้น อาหารที่ผ่านกระบวนการแช่แข็ง สามารถเก็บเอาไว้ได้นาน 6 เดือนถึง 2 ปี สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการละลายน้ำแข็ง ซึ่งเราจะต้องรู้วิธีการละลายน้ำแข็งอย่างถูกวิธี หากเราไม่รู้วิธีที่ถูกต้อง ในขั้นตอนละลายน้ำแข็งก็ทำให้อาหารสูญเสียโภชนาการไปได้ วิธีละลาย อาหารแช่แข็ง ที่เหมาะสมที่สุด ควรใช้วิธีที่ละลายน้ำแข็งได้อย่างรวดเร็วที่สุด เพราะจะทำให้อาหารคืนตัว และมีคุณภาพดี หนึ่งในวิธีการนี้คือการใช้เตาไมโครเวฟ ซึ่งไมโครเวฟส่วนใหญ่มีคู่มือแนะนำเรื่องระยะเวลาและวิธีการในการละลายอาหารแช่แข็งไว้ให้ หรือเราจะละลายน้ำแข็งโดยการนำอาหารแช่แข็งมาใส่ไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดาไว้ล่วงหน้าก่อนก็ได้ เพื่อให้น้ำแข็งละลายหมดทั่วทั้งชิ้น หรือก่อนถึงเวลาปรุงให้ละลายน้ำแข็งโดยเปิดให้น้ำไหลผ่านหีบห่อของอาหาร แต่ห้ามแช่อาหารไว้ในอ่างน้ำขัง หรือใช้น้ำร้อน หรือน้ำอุ่นในการละลายอาหาร ที่สำคัญไม่ควรละลายอาหารโดยการวางทิ้งไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิห้อง เพราะว่าจะทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว อาหารแช่แข็ง ไม่ได้อันตรายอย่างที่ทุกคนคิด แต่อันตรายที่ว่านั้น อาจเกิดขึ้นในขั้นตอนก่อนนำอาหารไปปรุงสุก หรืออันตรายที่มาจากอาหารที่อาจใส่ปริมาณโซเดียมและสารกันบูดมากเกินไป ดังนั้น เราสามารถกินได้ ปลอดภัย เพียงแต่อย่ากินบ่อยมากเกินไปเท่านั้นค่ะ     ที่มา...

Read More

จริงไหม? “ไส้ติ่งอักเสบ” เพราะ “เมล็ดฝรั่ง”

ความเชื่อที่ว่า “ห้ามกินเมล็ดฝรั่งนะ เพราะจะทำให้เป็นไส้ติ่งอับเสบ” ที่ผู้ใหญ่ชอบพูดให้ฟังมาตลอด คุณคิดว่าจะมีความเป็นไปได้แค่ไหน บ้างก็เชื่อว่าอาจจะจริง บ้างก็ยังสงสัยว่าจะเป็นไปได้หรือ เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะมาคลายข้อสงสัยในเรื่องนี้กันว่า “เมล็ดฝรั่ง” นั้นทำให้เป็น “ไส้ติ่งอักเสบ” หรือไม่ สาเหตุที่แท้จริงของ “ไส้ติ่งอักเสบ” เกิดจากการอุดตันภายในไส้ติ่ง สิ่งที่ไปอุดตันอาจเป็นได้ทั้ง เศษอุจจาระขนาดเล็กที่ทำให้ไส้ติ่งเกิดการติดเชื้อและบวมขึ้น หรืออาจเป็นก้อนเนื้อมะเร็ง บางครั้งก็อาจเกิดจากต่อมน้ำเหลืองในไส้ติ่งเกิดปฏิกิริยาตอบสนองด้วยการขยายตัวขึ้นจนไปปิดกั้นไส้ติ่ง และทำให้ไส้ติ่งที่อาจมีเชื้อโรคอาศัยอยู่เกิดอาการอักเสบในที่สุด ส่วนคำพูดที่ว่าการกินเมล็ดฝรั่งจะไปอุดตันในไส้ติ่งและทำให้เป็นไส้ติ่งอักเสบ ไม่เป็นความจริง เพราะสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการอุดตันจากไส้ติ่งเอง สิ่งที่กินเข้าไปไม่ได้เข้าไปในไส้ติ่ง ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดฝรั่งหรือเมล็ดอย่างอื่นไม่ได้เป็นสาเหตุของไส้ติ่งอักเสบ ไส้ติ่งเป็นท่อปลายปิด อาหารไม่ได้วิ่งเข้าไปในไส้ติ่ง ฉะนั้นการกินเมล็ดผลไม้ก็ไม่เป็นอันตรายใดๆ อาจจะมีบ้างถ้าหากเป็นเมล็ดขนาดใหญ่ ประมาณ 1 เซนติเมตรขึ้นไป เช่น เมล็ดกระท้อน มันอาจจะไปขวางทางไปติดที่ลำไส้เล็กในส่วนที่แคบที่สุด แล้วก็อาจจะเกิดเป็นลำไส้อุดตันแทนได้     การรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบสามารถทำได้ด้วยการผ่าตัดเท่านั้น เพราะจะช่วยรักษาอาการและช่วยกำจัดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะไส้ติ่งแตก การผ่าตัดที่นิยมใช้ในปัจจุบันจะมีอยู่ 2 แบบคือ การผ่าตัดแบบส่องกล้อง เหมาะกับกรณีไส้ติ่งที่อักเสบในระยะไม่ร้ายแรง แต่ถ้าหากรุนแรงถึงขั้นไส้ติ่งแตก ก็จะต้องใช้การผ่าตัดแบบเปิด เพราะต้องทำความสะอาดภายในช่องท้อง และใส่ท่อเพื่อระบายหนองออกมา ส่วนการป้องกันโรคไส้ติ่งอักเสบ ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีการค้นพบวิธีป้องกัน เนื่องจากไส้ติ่งอักเสบเป็นอาการเฉียบพลันที่ไม่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัดได้ จึงทำได้แค่เพียงลดความเสี่ยงเท่านั้น โดยควรป้องกันไม่ให้มีอาการท้องผูกด้วยการรับประทานผักผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูง นอกจากนี้หากพบว่ามีอาการติดเชื้อหรือการอักเสบที่ลำไส้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา เนื่องจากการอักเสบนั้นอาจลุกลามไปถึงไส้ติ่งได้ คิดว่าทุกคนคงหายสงสัยแล้วนะคะว่าเมล็ดฝรั่งไม่ได้ทำให้เป็นไส้ติ่งอักเสบ อย่างไรก็ตาม เราต้องระมัดระวังในการกินอาหารและผลไม้แต่ละชนิดด้วยนะคะ   ที่มา...

Read More
  • 1
  • 2

กระทู้เว็บบอร์ด ล่าสุด

คอมเม้นเว็บบอร์ด ล่าสุด

September 2019
M T W T F S S
« Dec    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30