ความเชื่อที่ว่า “ห้ามกินเมล็ดฝรั่งนะ เพราะจะทำให้เป็นไส้ติ่งอับเสบ” ที่ผู้ใหญ่ชอบพูดให้ฟังมาตลอด คุณคิดว่าจะมีความเป็นไปได้แค่ไหน บ้างก็เชื่อว่าอาจจะจริง บ้างก็ยังสงสัยว่าจะเป็นไปได้หรือ เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะมาคลายข้อสงสัยในเรื่องนี้กันว่า “เมล็ดฝรั่ง” นั้นทำให้เป็น “ไส้ติ่งอักเสบ” หรือไม่

สาเหตุที่แท้จริงของ “ไส้ติ่งอักเสบ” เกิดจากการอุดตันภายในไส้ติ่ง สิ่งที่ไปอุดตันอาจเป็นได้ทั้ง เศษอุจจาระขนาดเล็กที่ทำให้ไส้ติ่งเกิดการติดเชื้อและบวมขึ้น หรืออาจเป็นก้อนเนื้อมะเร็ง บางครั้งก็อาจเกิดจากต่อมน้ำเหลืองในไส้ติ่งเกิดปฏิกิริยาตอบสนองด้วยการขยายตัวขึ้นจนไปปิดกั้นไส้ติ่ง และทำให้ไส้ติ่งที่อาจมีเชื้อโรคอาศัยอยู่เกิดอาการอักเสบในที่สุด

ส่วนคำพูดที่ว่าการกินเมล็ดฝรั่งจะไปอุดตันในไส้ติ่งและทำให้เป็นไส้ติ่งอักเสบ ไม่เป็นความจริง เพราะสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการอุดตันจากไส้ติ่งเอง สิ่งที่กินเข้าไปไม่ได้เข้าไปในไส้ติ่ง ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดฝรั่งหรือเมล็ดอย่างอื่นไม่ได้เป็นสาเหตุของไส้ติ่งอักเสบ ไส้ติ่งเป็นท่อปลายปิด อาหารไม่ได้วิ่งเข้าไปในไส้ติ่ง ฉะนั้นการกินเมล็ดผลไม้ก็ไม่เป็นอันตรายใดๆ อาจจะมีบ้างถ้าหากเป็นเมล็ดขนาดใหญ่ ประมาณ 1 เซนติเมตรขึ้นไป เช่น เมล็ดกระท้อน มันอาจจะไปขวางทางไปติดที่ลำไส้เล็กในส่วนที่แคบที่สุด แล้วก็อาจจะเกิดเป็นลำไส้อุดตันแทนได้

 

 

การรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบสามารถทำได้ด้วยการผ่าตัดเท่านั้น เพราะจะช่วยรักษาอาการและช่วยกำจัดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะไส้ติ่งแตก การผ่าตัดที่นิยมใช้ในปัจจุบันจะมีอยู่ 2 แบบคือ การผ่าตัดแบบส่องกล้อง เหมาะกับกรณีไส้ติ่งที่อักเสบในระยะไม่ร้ายแรง แต่ถ้าหากรุนแรงถึงขั้นไส้ติ่งแตก ก็จะต้องใช้การผ่าตัดแบบเปิด เพราะต้องทำความสะอาดภายในช่องท้อง และใส่ท่อเพื่อระบายหนองออกมา

ส่วนการป้องกันโรคไส้ติ่งอักเสบ ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีการค้นพบวิธีป้องกัน เนื่องจากไส้ติ่งอักเสบเป็นอาการเฉียบพลันที่ไม่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัดได้ จึงทำได้แค่เพียงลดความเสี่ยงเท่านั้น โดยควรป้องกันไม่ให้มีอาการท้องผูกด้วยการรับประทานผักผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูง นอกจากนี้หากพบว่ามีอาการติดเชื้อหรือการอักเสบที่ลำไส้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา เนื่องจากการอักเสบนั้นอาจลุกลามไปถึงไส้ติ่งได้

คิดว่าทุกคนคงหายสงสัยแล้วนะคะว่าเมล็ดฝรั่งไม่ได้ทำให้เป็นไส้ติ่งอักเสบ อย่างไรก็ตาม เราต้องระมัดระวังในการกินอาหารและผลไม้แต่ละชนิดด้วยนะคะ

 

ที่มา : brighttv.co.th